iPad (sub)review

หลังจากที่ iPad วางขายมาได้พักนึง และมีพี่ที่ออฟฟิศเขาได้มาเครื่องหนึ่ง วันหนึ่ง ผมก็ได้ลองเอากลับมาเล่นๆที่บ้านดูสักวัน เพื่อลองดูว่า ชีวิตเอกเขนกบนเตียงที่เคยคิดไว้ จะเป็นอย่างที่คิดไว้หรือเปล่า

เริ่มจากความประทับใจแรกก่อนเลยหลังจากที่ได้ถือมัน บอกตามตรงว่าหนัก!!! หนักกว่าที่คิดไว้เยอะ แต่บอกไว้ก่อนว่ามันใส่ซองของ Apple อยู่ด้วย ซึ่งปกหน้าของซองต้องการจะทำให้ตั้งได้ จึงสอดอะไรไว้ไม่รู้ทำให้ความหนักเข้าไปอีก พอถอดซองออกมาแล้วเบาขึ้นเยอะเลย แต่ถึงกระนั้นมันก็ยัง หนัก!!! อยู่ดี

สิ่งต่อมาที่จะพูดถึงก็คือ การใช้งานครับ บอกตามตรงว่า ใน post iPad preview นั้น ผมได้เคยกล่าวไว้ว่า Apple วางให้ iPad เป็น content creator product ตัวหนึ่ง แต่ผมเองนั้นยังไม่มีโอกาสได้ลอง app ที่เป็น content creator มากนัก จึงยังไม่ขอสรุปในเรื่องนี้แล้วกัน (จริงๆได้ลองแค่ OmniGraffle ราคา $50 ที่ @llun ทุ่มทุนซื้อมาลอง บอกตามตรงว่า ยังไม่ค่อยประทับใจเท่าไร แต่คงเพราะยังไม่ชินด้วยแหละ เลยไม่นับละกัน)

แต่สิงหนึ่งที่เรียกได้ว่า iPad ทำออกมาได้ดีมากคือ การเป็น content consumer ครับ โดยที่หากเปรียบกับ iPhone แล้ว บอกตามตรงว่า ดีกว่ามากพอสมควรเลย ด้วยความที่ตัวเครื่องใหญ่กว่า และที่สำคัญ หน้าจอมันใหญ่กว่าครับ ทำให้เรามีพื้นที่สัมผัสกับ content มากขึ้น เวลาเรานั่ง consume จะทำให้เราได้อรรถรสมากขึ้น (โอย ว่าแล้วก็อยากอ่านโน่นนี่นั่นด้วย iPad อีก) ทำให้ฝันของผมที่อยากจะนอนเอกเขนกบนเตียง นั่งอ่านโน่นนี่นั่นบนเนตอย่างสบายใจ ไม่ต้องมานั่งอ่านผ่านน้องมุก เป็นจริงขึ้นมาทันที

ในส่วนของการเล่นเกมบน iPad นั้น ผมได้ลองบางเกม ซึ่งเรียกได้ว่า หน้าจอที่ใหญ่ของมันทำให้ผมมันในอารมณ์ได้ดีผมสมควร แต่ถ้าเกมไหนห่วย ก็ทำให้ผมอารมณ์เสียได้ง่ายๆเหมือนกัน!

และด้วยเวลาที่มีจำกัดกับ iPad ทำให้ผมยังไม่สามารถสรุปอะไรได้มากนักสำหรับเจ้าอุปกรณ์ตัวนี้ ทำได้แต่เพียงบอกถึงความรู้สึกความประทับใจแรกที่มีต่อมันเท่านั้น

ซึ่งก็คือ iPad ที่แน่ๆ เป็นอุปกรณ์สำหรับคนที่ consume content แบบเคลื่อนที่ที่ดีมากครับ ใจจริงผมเองก็อยากได้ (น้องสาวผมก็อยากได้ ร่ำๆให้ผมยืมมาอีก แต่คงไม่ได้) แต่กะว่าจะรอรุ่นหน้า หรือหน้าหน้า เพราะตัวผมเองถึงแต่อยากได้แต่ยังไม่จำเป็น

สิ่งที่อยากให้ iPad แก้ไขก็คือ นำ้หนักครับ แต่ก็เข้าใจนะว่า จอใหญ่ เลยต้องมีแบตใหญ่ เลยพาลให้เครื่องหนัก แต่ทำให้เบากว่านี้ได้ไหมอะ

ส่วนสิ่งที่ iPad ขาดไปในความคิดผมคือ Multitasking (ซึ่งมีแน่ๆแล้วใน OS ตัวใหม่), better Notification (ผมยังรออยู่นะ Apple เอาของบน iPhone ด้วยนะ) และที่สำคัญที่สุด ถ้าหากอยากจะเป็น Content Creator ตัวจริงคือ Stylus!!! ครับผม

ตอนนี้ ความในใจสำหรับ iPad ของผมก็มีแค่ประมาณนี้ ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมจะมาบอกอีกนะครับ

ปล. อันที่จริงแล้ว ตัดเนื้อหาออกไปส่วนหนึ่ง เพราะจะไปเขียนรวมกับอย่างอื่นในหัวข้อ HCI post หน้าครับ

Posted in Post | Leave a comment

Working anniversary

ผ่านพ้นไปแล้วกับชีวิตมนุษย์ทำงานปีแรกของผม โดยบริษัทที่ผมเลือกที่จะเริ่มต้นชีวิตทำงานก็คือ บริษัท ทรูเวฟ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัท IT บริษัทหนึ่ง

ทีนี้ ตำแหน่งที่ผมทำคือ Developer หรือ คนเขียนโปรแกรมนั่นเอง

ถ้าถามว่าทำไมผมถึงเลือกตำแหน่งนี้ ขอบอกตามตรงเลยว่า ตอนสมัครนั้น พี่เขารับอยู่สามถึงสี่ตำแหน่ง คือ Dev, Infra, Platform และตัวแถมคือ QA ครับ ในตอนที่สมัคร ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีตำแหน่ง QA เพราะงั้นตัดไป Platform ผมมีความรู้สึกว่า ความรู้ที่พี่เขาต้องการสำหรับตำแหน่งนี้ ค่อนข้างเข้าใกล้ 0 เลยไม่เสี่ยงดีกว่าก็เลยเหลือ 2 ตำแหน่งคือ Dev กับ Infra ซึ่งถ้าถามผม ผมอยากทำอะไร บอกตามตรงว่า อะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ให้ผมเขียนโปรแกรมก็ได้ ผมไม่ได้เกลียดมันนัก Infra ก็แลดูน่าสนใจ แต่สุดท้าย ผมก็เลือกกรอกตำแหน่ง Dev แล้วตามด้วย Infra แล้วปิดด้วย Platform

แล้วในที่สุด ผมก็ได้เข้ามาทำงานที่นี่ ในตำแหน่ง Dev ครับ

แล้วผมก็เริ่มทำงาน ทำ ทำ ทำ เผลอแป๊ปเดียวก็ครบปีแล้ว

หนึ่งปีที่ผ่านมา บอกตามตรงเลยว่า ผมได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก ตั้งแต่ความรู้ทั่วไป ตั้งแต่ วิธีการทำงาน การคิดในมุมมองของพนักงาน  ไปจนถึงความรู้ด้านเทคนิคที่มีให้ผมเรียนรู้มากมาย แถมยังมีความรู้เรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคอมให้ผมได้เรียนอีกด้วย เรียกได้ว่า ผมได้อะไรมาเยอะมากในปีแรก

และที่สำคัญที่สุดสำหรับผมคือ ผมได้เจอกับบริษัทที่มีวัฒนธรรมของบริษัทในแบบที่ผมชอบ คือ เพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่ร่วมงานมีความจริงใจให้กัน บรรยากาศการทำงานที่ไม่เครียดจนเกินไป มีสวัสดิการที่ดี (มีเครื่องชงกาแฟด้วยนะเออ) เรียกได้ว่า เกือบๆบริษัทในฝันของผมเลย (ที่เกือบ เพราะว่าก็มีบางอย่างที่ขัดใจอยู่บ้าง)

เพราะงั้น สำหรับผม ผมว่าผมเริ่มชีวิตทำงานได้ดีพอสมควร ทีนี้ก็คงต้องดูกันต่อไปละว่า ต่อไปนี้จะเป็นอย่างไร ผมมีความรู้สึกว่า ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกมาก มีบางนิสัยที่ยังต้องปรับปรุง มีชีวิตทำงานอีกยาวนานที่รออยู่

สู้!

ปล. สิ่งที่ติดมาตลกๆก็คือ บางงาน ผมติด CLI มากกว่า G

Posted in Life | 3 Comments

iPhone OS 4 sneak peak preview

สวัสดีครับ กลับมาเจอกันอีกแล้ว และในช่วงนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า กระแสของ iPad จาก Apple มาแรงมาก (ที่บริษัทผมคงมีมาแน่ๆแล้วหนึ่ง และยังไม่แน่อีกหนึ่ง รอยุยงอีก เอิ่มหลายอันเลย) และหลังจาก Apple เริ่มวางขาย iPad ไปเพียงแค่สองวัน Apple ก็ส่งเมล์หาบุคคลหลายคนในหัวข้อ

“iPhone OS 4 Sneak Peak”

ครับผม ใช่แล้ว Apple กำลังจะจัดงานเปิดตัว iPhone OS 4 ในวันที่ 8 นี้ครับ

ทีนี้ เมื่อ Apple จะจัดงาน iPhone OS 4 sneak peak ขึ้นมา แน่นอนว่าต้องเป็นข่าวว่า OS ตัวใหม่ของ iPhone (ซึ่งรวมถึง iPad ด้วย) จะมีอะไรใหม่ๆมาบ้าง blog post นี้จะกล่าวถึงความเห็นของผม และสิ่งที่ผมอยากได้นะครับ

Multi-Tasking

สิ่งที่ iPhone โดยเหน็บแนมมาโดยตลอดก็คือ มันรัน app หลายตัวพร้อมกันไม่ได้ (ไม่นับ app ของ Apple บางตัวนะ) ซึ่งผมต้องบอกตามตรงว่า สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมอยากได้มากเหมือนกัน และหวังว่า iPhone OS ตัวใหม่ออกมาจะมี และยิ่ง iPad ออกมาแล้ว หาก iPhone OS ทำ Multi-Tasking ได้ละก็ แน่นอนว่า iPad จะหล่อขึ้นอีกเยอะเลย และหลายสำนักข่าวเองก็ออกมาฟันธงว่า มาแน่ๆ ซึ่งตอนแรกเองผมก็เออออเห็นด้วยอย่างไม่เคลือบแคลงใจ

แต่!!! พอมาคิดดูดีๆ แล้ว iPad เองมี RAM เพียงแค่ 256 MB (น้อยมาก สำหรับ Content-creator ซึ่งผิดกับ iPhone ซึ่งเป็น Content-consumer มี RAM 256 MB ก็เพียงพอแล้วในระดับหนึ่ง) แล้วไง 256 MB แล้วไง ปัญหามันอยู่ที่ตรงนี้ครับ ในการทำงานของ app ต่างๆบน iPhone นั้น Apple ไม่ยอมให้ App ใดๆก็ตาม ใช้ RAM มากไปกว่าที่ iPhone มีให้ หาก RAM จะหมดแล้ว iPhone จะปิดโปรแกรมนั้นทิ้งโดยทันที ไม่มีเกรงใจ (แต่ก่อนจะหมด iPhone จะเตือนก่อนนิดนึงนะ) ทีนี้ ถ้ามี Multi-Tasking ละก็ iPad เองซึ่งถือว่าเป็น Content-consumer นั้น จะต้องบริโภค RAM เยอะมากขึ้น(มาก)แน่นอน ดังนั้นผมจึงกลัวว่า 256 MB จะไม่เพียงพอ

แต่ถึงกระนั้น Multi-Tasking ในความเห็นผมนั้น ถือว่ามีความสำคัญต่อ iPad เป็นอย่างมาก (iPhone ก็มีผลนะ แต่ไม่เยอะเท่า) ดังนั้น ผมเชื่อว่า Apple น่าจะปล่อยให้ iPad ทำงาน Multi-Tasking ได้ แต่อาจจะมีกลไกเพิ่มเติมจากเดิมในเรื่องของการจัดการกับ RAM ที่มีน้อย ซึ่งผมก็หวังว่า Apple จะมีทางออกที่ดีสำหรับเรื่องนี้นะครับ

New Home Screen

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้ Apple นั้นปรับเปลี่ยนใน iPhone มานานแล้วก็คือ Home screen ครับ ณ ปัจจุบัน (iPhone OS 3) Home screen ของ iPhone นั้นไม่มี notification หรือ widget ใดๆเลย มีแต่ app icons ต่างๆ ซึ่งต่างจาก OS ของมือถืออื่นๆ

ทีนี้ ในความเห็นผม ผมอยากให้ iPhone มี Notification ที่ดีกว่านี้ มี Home screen ที่ดีกว่านี้ แต่ต้องยอมรับว่า ตอนแอบยืมเล่น Nexus One ของพี่ที่ออฟฟิศคนหนึ่ง ก็แอบคิดถึงการเปิด App ต่างๆง่ายๆ จาก Home screen ที่มีแต่ app icons ต่างๆเหมือนกัน ดังนั้น ผมเองก็หวังไว้(อีกแล้ว)ว่า Apple จะปรับเปลี่ยน Home screen ใหม่ ให้มีการจัดการที่ดีกว่านี้ แต่ยังคง usability ที่ดี Apple สู้เขานะ ผมเชื่อว่านายทำได้ โย่

เอาละครับ อีกแค่วันเดียวก็รู้กันแล้ว ก็หวังว่า Apple จะมีอะไรมา surprise เรานะครับ ขอบคุณที่อ่านนะครับ เชิญลงความเห็นได้ตามสบายเลยครับ

ปล. มีแถมหลัง More

Continue reading

Posted in Apple | Tagged , , | 3 Comments

Opera preference folder

หลังจากที่ วันนี้ผมได้ ย้าย Things database ไปไว้ใน dropbox ด้วยวิธีตามนี้ http://culturedcode.com/things/wiki/index.php/DropboxSync

พอตกดึกก็อยากทำให้กับ Opera แสนรักด้วย ก็เลยเริ่มหาวิธี แล้วก็ค้นพบว่า

Opera for Mac มันไม่สามารถย้าย Preference folder ของ Opera ได้ครับพี่น้อง ไม่เหมือนของ Windows ที่มันจะถาม folder ที่เราต้องการจะเก็บตอน install แต่ Mac มันไม่มีถาม และค่านี้ เป็นค่าที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ถ้าใช้อันไหนแล้วต้องใช้อันนั้นเลย (Windows ก็เป็นนะ เลือกตอน install แล้วจะเปลี่ยนไม่ได้ต้องลงใหม่)

ทำไงดีละทีนี้ หามาตั้งนานจะให้สูญเปล่าหรือ ทำไงดีๆ

ทันใดนั้นเอง วิธีอันแสนชั่วร้ายก็ผลุดขึ้นมาในหัว

มันคือท่าไม้ตายลับสุดยอด “ln -s” นั่นเอง หึหึหึ

พอคิดได้แล้วก็ทำเลย สร้าง folder ใน dropbox จากนั้นก็ copy ข้อมูลไปที่ folder นั้น rename อันเก่า แล้วก็เปิด Terminal โปรแกรมคู่ใจ (ที่เดี่ยวนี้เป็นโปรแกรมที่เปิดบ่อยมากต้นๆ เพราะใช้ทำงาน) cd cd cd ls ls ls จนถึงที่หมาย

และก็เริ่มเลย พิมพ์ “ls -s PATH_TO_OPERA_PREFERENCE_ON_DROPBOX PATH_TO_CURRENT_OPERA_PREFERENCE” กด enter

เปิด Finder ไปที่ default Opera preference folder โอ๊ะ นั่นมัน icon syncing dropbox นี่ หึหึหึ

ไหนเปิด Opera ดูซิ

โอ้ แม่เจ้า มันใช้งานได้~~~ เริดมาก ฮุๆๆ

และในที่สุด ผมก็สามารถใช้ Opera ที่ preference folder ของมันนั้น sync ผ่าน dropbox สมประสงค์~~~ ดีจังเลย

จบแล้วละ แค่อยากแชร์ให้รู้ทั่วกัน

ปล. ตอนหลังมีคนใน IRC ห้อง Snapshot ของ Opera ส่ง link ที่น่าสนใจมากมาให้ดู http://weblog.timaltman.com/archive/2009/02/19/running-multiple-versions-opera-os-x ลองดูได้นะ ^^

ปล.2 MK แห่ง Blognone ไม่ชอบ Opera นะครับ :P

Posted in Software | Tagged , | 6 Comments

Add google calendar to iCal

วันนี้ ระหว่างที่กำลังจัดระเบียบ iCal เพื่อเตรียมตัวใช้งานได้เต็มที่ ทีนี้ปัญหามันอยู่ก็อยู่ที่ว่า ก่อนหน้านี้ ผมใช้โปรแกรม collaboration ของ  Googleซึ่งโปรแกรมนี้จะ list calendar ที่เรามีทั้งหมดใน Google calendar แล้วสร้าง CalDAV calendar ใน iCal ให้เราโดยอัตโนมัติ ซึ่งนับว่าสะดวกมากทีเดียว

ทีนี้ปัญหามันมีอยู่ว่า ภายหลัง Google ได้เปลี่ยนวิธีการใช้งาน Google calendar ใน iCal โดย แทนที่จะใช้โปรแกรม collaboration เหมือนเดิม ก็ได้ทำการยกเลิกการ support โปรแกรม collaboration และให้ user ทำการ add account ของ Google เข้าไปที่ iCal ซึ่งจะทำให้ได้ calendar หลักของเรามาอันหนึ่ง และถ้าต้องการให้แสดง calendar อื่นๆใน iCal เราต้องไป enable calendar พวกนั้นที่ี delegate calendar ใน Google account ใน iCal ของเราแทน

แล้วไง มันก็ไม่ยากอะไรนี่ ง่ายด้วย ใช่ครับ เพียงแต่ว่ามันทำให้ผมไม่สามารถเห็น list ของ calendar ที่เป็น delegate ในโปรแกรม MenuCalendarClock for iCal ของผมที่อุตส่าเสียตังค์ซื้อมาได้ ผมเลยเซ็งมาก
ทีนี้ วันนี้ระหว่างกำลังทำโน่นนี่นั่น ผมก็ไปเหลือบเห็นอะไรบางอย่าง แล้วก็ปิ๊งไอเดีย ลองทำดูเผื่อจะแก้ปัญหาได้ และมันก็สำเร็จ
งั้นเรามาเริ่มเลยดีกว่า ขั้นตอนมีนิดเดียว

  1. เข้าไปที่ Google calendar ของเรา ที่ calendar ที่เราต้องการจะ add เข้า iCal เข้าไปที่ Calendar setting ครับ
  2. พอเข้ามาใน Calendar setting แล้ว เราจะพบ ส่วนของ Calendar address แล้วจะมีปุ่มให้กดสามปุ่มคือ xml, ical และ html ถัดมาจะเป็นข้อความประมาณว่า Calendar ID: …..@group.calendar.google.com ให้ copy ID ของ calendar นั้นไว้ครับ เอาตั้งแต่ข้อความเข้ารหัส จนจบ .com ท้ายสุดเลย
  3. กลับมาที่ iCal ของเรา ให้เราเข้าไปที่ preference ไปในส่วนของ Account กด + เพื่อสร้าง account ใหม่
  4. ในส่วน account type เลือก “CalDAV” กรอก username และ password ของ Google account ลงไป
  5. ในส่วนของ server ให้ใส่ดังนี้ครับ “www.google.com/calendar/dav/calendarID/user/ ครับ โดยที่ calendarID ก็คือ ID ของ calendar ที่เรา copy มาจากข้อ 2 ครับ
  6. จากนั้นก็กด create ปุ๊งงงงงง เกิดเป็น Calendarrrrr

แค่นี้เอง ง่ายๆ ไม่ยากเลยครับ ถ้าอยากทำ calendar อื่นก็ทำซ้ำตั้งแต่ข้อหนึ่งใหม่

หวังว่าทุกท่านจะชอบวิธีที่ผมนำเสนอนะ

ปล. ผมมีวิธีที่จะทำให้ Mail.app นั้นใช้ junk, trash, draft, sent folder ของ GMail แทนที่อยู่ในเครื่องเราด้วย เพื่อความสะดวกเวลาจะย้ายเครื่องไปมา เมล์จะได้ไปหมด ไว้ถ้ามีคนสนใจ จะนำมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

Posted in Software | Tagged , , | Leave a comment

iPad in my opinion

ผ่านพ้นไปแล้วกับการประกาศเปิดตัวสินค้าใหม่ของ Apple ซึ่งก็คือ iPad นั่นเอง ตอนที่ Apple ได้ประกาศออกมา และผมได้ดู keynote ผ่านทาง podcast ของ Apple (ถ้าท่านอยากได้ก็กดที่
link
นี้เลย) แล้ว ผมก็มีความเห็นต่างๆนาๆ ในหัว ก็เลยอยากจะมาแบ่งปัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกท่าน

เพื่อไม่ให้เสียเวลา เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ สำหรับสินค้าใหม่ที่ Apple ได้เปิดตัวครั้งนี้ก็คือ iPad ซึ่งก็คือ Tablet จากฝั่ง Apple นั่นหมายความว่า Apple ได้เริ่มลงมาเล่นเกมในตลาด Tablet แล้วหลังจากมีข่าวออกมานานหลายปีแล้วว่า Apple จะลงมายังตลาดนี้

แล้วตลาดนี้มันน่าสนใจยังไงละ คำตอบง่ายมาก ซึ่ง Steve Jobs ก็ได้เฉลยไปแล้วใน Keynote ของเขาว่า ในความจริงแล้ว ในตอนนี้ มันยังมีช่องว่างระหว่าง iPhone ที่เป็น Smart phone กับ Macintosh ที่เป็น Notebook อยู่ “ช่องว่าง” ช่องว่างอะไรละ ช่องว่างในที่นี้ หมายถึงว่า ทำไมละ ทำไมเวลาที่เราจะแค่ เช็คอีเมล์เล็กๆน้อยๆ บนเตียง เราต้องมาเปิดดูอีเมล์บนเครื่องมือถือเล็กๆด้วย หรือบางครั้งอยากจะแก้งาน presentation เล็กๆน้อยๆ หรือจะตรวจทานอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ เราต้องยกโน๊ตบุคเครื่อง(ค่อนข้าง)ใหญ่ สายพันรุงรังมาวางบนเตียงเพื่อทำอะไรแค่นั้นเองเหรอ ทำไมละ ทำไมมันถึงไม่มีอะไรซักอย่างที่ให้เรานอนกลิ้งเอกเขนกบนเตียง แต่สามารถเช็คอีเมล์ได้ง่ายๆ หรือแก้งาน presentation ของเราได้ด้วยอุปกรณ์ที่ขนาดกำลังดี ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป นี่แหละครับ ตลาดสำหรับ iPad ที่ Apple ได้เล็งเอาไว้

ดังนั้น ถ้ามีใครบอกว่า iPad อะนะ โอ๊ย มันก็แค่ iPod Touch ที่เอามาขยายขนาดโง่ๆ เดี่ยวคอยดูนะ ออกมางี้เดี่ยว iPod Touch หรือ iPhone ก็ขายไม่ออกหรอก ผมจะเถียงเขาว่า ไม่จริงหรอก เพราะตลาดของ iPhone กับ ตัว iPad นั้นมันคนละตลาดกัน iPhone นั้นเป็น smart phone หรือถ้าจะแปลความหมายให้ตรงตัวคือ โทรศัพท์ที่ฉลาด แต่ไม่ใช่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ดี iPhone มีข้อจำกัดอย่างใหญ่หลวงในการนำมาใช้งานจริงจัง นั่นก็คือขนาดของมัน ด้วยความที่มันมีขนาดเล็ก ทำให้ การใช้ iPhone ในการทำงานนั้น โดยเป้าหมายแล้ว เพียงเพื่อใช้งานแบบครั้งคราวเท่านั้น เช่น มีเมล์ด่วนมาต้องดูว่า order นั้นถูกต้องมั้ย ถ้าไม่มีอะไรอยู่ใกล้มือเลยก็ยังมี iPhone หรือว่าเดินทางเบื่อๆ อยากจะ tweet คลายเหงา ก็ต้องใช้ iPhone นี่แหละ แต่ไม่มีใครแน่นอนที่จะนอนอยู่บนเตียงแล้วจะใช้ iPhone ทำงานแก้ presentation หรืออย่างมากก็ทำได้แค่ online MSN เพราะขี้เกียจใช้ notebook (บอกตามตรงว่าผมนี่แหละครับ แต่ขอโทษ การเล่น MSN บน iPhone มันทรมานมาก พิมพ์ยากกว่าเดิมหลายเท่า ช้า เล็ก โน่นนี่นั่น แต่ข้อเสียทั้งหมดก็แพ้เหตุผลที่ว่าผมขี้เกียจแบก notebook กลับบ้านเพราะมันลำบากกว่า 555)

ซึ่งผิดกับ iPad ตัว iPad นั้น Apple เล็งให้มาเป็นอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวก เสริมข้อเสียของทั้ง iPhone ที่เล็ก ช้า และของ Notebook ที่ใหญ่ไปนิดกับการใช้งานที่อยากจะเอกเขนกบนที่สักที่หนึ่ง ซึ่งทาง Jobs เองก็เน้นย้ำในเรื่องนี้บ่อยมาก ทั้งการเปิด slide ที่บอกถึง ตลาดของ iPad ถึงสองสามรอบ อีกทั้งยังสาธิตการใช้งาน iPad ด้วยการนั่งเอกเขนกบนโซฟาแล้ว demo iPad ไปด้วย ซึ่งบอกตามตรงว่า ผมไม่เคยเห็น Jobs ทำแบบนี้มาก่อน โดยที่เขาทำเพื่อจะเน้นย้ำถึง position ของตลาด iPad ให้ผู้ชมได้เห็น อีกสิ่งหนึ่งที่บอกเป็นนัยๆก็คือว่า การที่ Jobs นั้น ขอให้ทีม iWork นั้นผลิต iWork สำหรับ iPad ออกมา เพื่อที่จะได้บอกเป็นนัยๆว่า iPad นั้นเป็นอุปกรณ์ที่ไว้ทำงานจริงจังนะ เพราะการที่มี iWork บน iPad ออกมา นอกจากจะบอกผู้ใช้ทั่วไปว่า iPad นั้นมีไว้ทำงานจริงจังได้แล้ว ยังเป็นการบอกเหล่า developer ทั้งหลายเป็นนัยๆอีกว่า iPad นั้น สามารถรองรับการทำงานต่างๆได้อย่างแน่นอน ดังนั้น ทำ application ที่ผู้ใช้ใช้งานจริงจังออกมาบน iPad ได้เลย เพื่อกระตุ้นให้เหล่า developer พัฒนา application ที่เหนือกว่าบน iPhone มาให้เหล่าผู้ใช้ทั้งหลาย อีกด้วย

แต่ถึง Jobs จะพยายามบอกเป็นนัยๆแก่ทุกคนว่า iPad นั้นมีไว้ให้ใช้งานจริงจัง แต่ Jobs เองก็ยังนำเสนอให้ตัว iPad เอง เป็น อุปกรณ์ multi media เช่นเดียวกับ iPhone อีกทั้งยังเลือก LCD แบบ IPS ซึ่งมีมุมมองกว้างถึง 178 องศา และมีสีสันที่สดใสกว่า LCD แบบ TFT เพื่อเน้นให้ iPad เองเป็นอุปกรณ์ multi media ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ใช้นั้นไม่หวาดกลัว iPad มากจนเกินไป จนกลายเป็นมีเสียงตอบรับกลับมาว่า “เอ้ย iPad มันไว้ทำงาน เราอยากดูหนังฟังเพลงจะซื้อมาทำไม” จากผู้ใช้กลับมา นอกจากนี้ Apple เองก็ได้เปิดตลาดใหม่คือตลาด E-Book ผ่านทาง iPad หลังจาที่เปิดตลาดเพลง ด้วย iPod และตลาด app. ด้วย iPhone ไปแล้ว เพื่อให้สมกับการเปลี่ยนแนวทางตลาดจากบริษัทที่ทำคอมพิวเตอร์ มาเป็นบริษัทที่ทำอุปกรณ์ multi media หลากหลายรูปแบบ

ดังนั้น ถ้ามีคนถามผมว่า iPad นั้นจะมาขโมยที่ iPhone มั้ย ผมก็จะตอบว่า อาจมีบ้าง แต่ไม่มากแน่นอน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าเรามาลองพิจารณาดูดีๆ จริงๆแล้ว Apple ยังคงเป็นบริษัทที่ทำคอมพิวเตอร์ขายเป็นหลัก ถึงแม้ Apple จะทำ PR ในส่วนของอุปกรณ์อื่นๆมากมาย แต่ถ้าเรามาดูที่ Revenue ของ Apple ก็จะพบว่า รายได้ส่วนใหญ่ของ Apple นั้น มาจาก Mac ไม่ใช่ iPhone หรือ iPod โดย Apple เล็งให้ iPhone และ iPod นั้นเป็นเหมือนกับเหยื่อที่โปรยไปยังผู้ใช้ต่างๆ ให้หันมาใช้ Mac แทนการใช้ PC เหมือนเดิม ซึ่งดูเหมือนกลยุทธ์นี้จะได้ผลเสียด้วย เพราะหลังจาก iPhone และ iPod ออกมานั้น ยอดขาย Mac ก็เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน ทีนี้เราก็คงต้องมารอดูแล้วละว่า iPad จะช่วยได้มากแค่ไหน

เรื่องต่อมาคือเรื่อง iPad มีอะไรใหม่บ้าง ถ้าเราลองพิจารณา iPad โดยที่สเปคของมันก็จะพบว่า iPad นั้นไม่มีอะไรใหม่เลย ที่มีมาดูเหมือนใหม่ก็มีแค่ Apple A4 ที่เป็น SOC ของ Apple เอง เรียกได้ว่า ทำเองใช้เอง ซึ่งผมคาดว่า ตัว A4 นี้คงได้ไปอยู่ใน iPhone รุ่นใหม่แน่นอน แต่อาจจะมีการปรับแต่งเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับ iPhone เอง นอกนั้นก็เหมือนการนำเอา iPod touch มาทำให้ใหญ่ขึ้น

แต่อีกส่วนหนึ่งที่เรียกได้ว่ามีการพัฒนาก็คือด้าน Software ตัว OS ของ iPad นั้นใช้ OS เดียวกับ iPhone นั่นคือ iPhone OS โดย OS ของ iPad เป็น iPhone OS 3.2 ซึ่งมีการเพิ่มเติมส่วนต่างๆเข้าไปมากมายเพื่อให้รองรับ iPad โดยเฉพาะ ดังนั้นถ้าถามผม ผมมองว่า iPhone OS ของ iPhone นั้นคงจะตันที่ 3.1.x และให้ iPad เป็น 3.2.x ไปเรื่อยๆแทน จนกระทั่งจะกลางปีซึ่งมีงาน WWDC ที่ Apple มักใช้ออก iPhone ตัวใหม่รวมทั้ง OS ใหม่

โดยสิ่งที่เพิ่มมาในส่วนของ OS สำหรับ iPad โดยหลักๆก็จะเป็น component ต่างๆ และมี ตัวช่วยบางอย่างที่ช่วยให้การใช้งาน multi touch นั้นสะดวกยิ่งขึ้น (ยกตัวอย่างเช่น  ยกตัวอย่างเช่น ใน iPhone เราไม่สามารถจะ pinch เพื่อ zoom และ scroll ไปด้วย เราต้อง zoom ก่อนที และค่อย scroll แต่ใน iPad เราสามารถที่จะ zoom ไป scroll ไปได้แล้ว ซึ่งผมมองว่า gesture แบบนี้มันควรมีมานานแล้ว และในที่สุดมันก็มา ) และส่วนประกอบเสริมต่างๆ ที่มีทั้งย้ายมาจาก OS X และเพิ่มขึ้นมาให้ iPad โดยเฉพาะ เพื่อให้ iPad นั้นเป็นอุปกรณ์ที่มีไว้ทำงานที่เหนือกว่า iPhone นั่นเอง

และเนื่องจากตัว OS ของ iPad เอง based on iPhone OS แต่ก็อยากให้ต่างจาก iPhone จึงแบ่งด้วยรุ่น 3.1.x กับ 3.2.x ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว แล้วทำไม Apple ไม่ออก OS ตัวใหม่มาเลยละ ถ้าถามผมมองว่า เพราะมันยังไม่ถึงเวลายังไงละ ทั้งเรื่องของ timeline ที่ยังไม่ครบปีของ iPhone OS 3 ทั้งการที่ Dev. ยังไม่มีประสบการณ์ในการเขียน iPad app ทั้งการที่งานเปิดตัว iPad หลักๆแล้วเพื่อเปิดตัวสินค้าไม่ใช่ OS ทำให้เรายังไม่เห็น iPhone OS 4 ออกมาพร้อม iPad

แต่ในขณะเดียวกัน ผมมีความเห็นว่าตัว iPad เองก็เป็นตัวที่บอกถึงแนวโน้มของ OS 4 ได้เป็นอย่างดี ผมมีความเห็นว่า OS 4 เนี่ยจะรองรับ multi tasking บน iPad แต่บน iPhone นี่ไม่รู้นะ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งานพลังของ iPad ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำ Home screen ใหม่ การที่เราอาจจะได้ หน้าตา desktop ของ iPhone ใหม่ (บอกตามตรงว่า ช่องไฟระหว่าง icon ของ iPad ขัดใจผมมาก มันกว้างเกินไป) และไม่แน่ เราอาจจะได้เห็น component ใหม่ๆ สำหรับ iPhone เพิ่มมาอีกก็ได้ (ซึ่งคงไม่ใช่อันเดียวกับ iPad เพราะด้วยความที่ iPhone จอเล็กกว่า iPad เยอะ ทำให้ component ที่เวิคบน iPad อาจจะไม่เวิคบน iPhone)

และนั่นก็คือความเห็นของผมที่มีต่อ iPad ถ้ามีคนถามว่า iPad จะเวิคมั้ย จะขายได้ดีมั้ย ผมคงยังตอบไม่ได้ แต่ในความเห็นผม ผมคิดว่า มันไปรอด และน่าจะไปได้ดีด้วย แล้วจะซื้อเลยดีมั้ย ถ้าถามผม ผมคงยังไม่ซื้อถ้ายังไม่ได้เล่นของจริง (เพราะยังไม่มีเงิน T^T) ถ้าได้เล่นแล้วถูกใจก็อาจจะรอรุ่นต่อไป เพราะอย่างที่รู้ๆกัน Apple ชอบออกผลิตภัณฑ์ตัวแรกเพื่อดูท่าทีตลาด เหมือนโยนหินลงน้ำเพื่อดูว่าน้ำจะกระเพื่อมแรงมั้ยทำนองนั้น

สุดท้ายนี้ ก็ต้องขอขอบคุณที่ทนอ่านจนจบ ตอนจะเริ่มเขียนไม่คิดว่าจะเยอะขนาดนี้ และที่สำคัญที่สุด ผมยินดีแลกเปลี่ยนความเห็นกับทุกท่านนะครับ ^_^

Posted in Apple | Tagged , | 2 Comments

How to begin develop iPhone app

หลังจากเริ่มทำงานได้พักนึง ก็มีโปรเจคให้เขียน iPhone และหลังจากนั้นก็มีคนมาถามๆว่า อ๊ะ จะเริ่มเขียน iPhone app เนี่ย ต้องทำไงดี ทำไงบ้าง วันนี้เลยจะมาบอกกัน

แหล่งเริ่มต้นที่ดีที่สุดก็คือ Apple iPhone Developer document ครับ ใช่แล้ว doc ของ apple เองน่ะแหละ มีครบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้(และต้องรู้) อยากเขียน app แบบไหน อยากรู้เรื่องไหน เราก็อ่านส่วนที่ต้องใช้ก็พอ แต่ก็จะมีบางเรื่องที่ยังไงซะเราก็ควรอ่านนั่นก็คือเรื่องของภาษา Objective-C ซึ่งเป็นภาษาหลักที่ใช้ในการเขียน (ขอบอกว่าผมชอบอะไรหลายๆอย่างของภาษานี้มาก) เรื่องของ Cocoa touch framework fundamental และก็เรื่องของ Memory management ของ Cocoa framework ครับ สามเรื่องนี้ขาดไม่ได้จริงๆ เพราะเป็นพื้นที่ทุก app ต้องใช้อย่างแน่นอน

แต่ถ้าไม่อยากจะเริ่มด้วยการอ่าน doc เยอะแยะมากมาย ผมมีทางลัด (ที่ไม่ได้ลัดมากนัก ก็เสียเวลาใช่ย่อย) ก็คือการดูวีดีโอ iTunes U ของ Stanford University course CS193P – iPhone Application Development ครับ ซึ่งมี course Spring 2009 ที่จบ course ไปแล้วเรียบร้อย แต่ว่ายังคงเป็น iPhone OS 2.2 อยู่ ตามนี้ และในปัจจุบันเนี่ย course Winter 2010 กำลัง take course อยู่ ปัจจุบันมีออกมาแล้ว 5 ตอนครับ จัดไป สองอันนี้ เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากอ่านเยอะ เพราะทั้งสอง course นี้ เป็นการสรุปเนื้อหาที่เราควรรู้มาสอนเราให้

หลักๆที่เด่นๆก็มีสองแหล่งนี้แหละ นอกจากนี้ก็ยังมี blog ของเหล่า developer ทั้ง Mac และ iPhone platform ที่มักจะมี post ที่เป็นเนื้อหาที่น่าสนใจ tip&trick หรือแม้กระทั่ง bug ของ SDK (ใช่แล้ว ทุก software ย่อมต้องมี bug ไม่เว้นแม้แต่ SDK ในการเขียน software ก็ไม่พ้น 555)

และที่ได้กล่าวมาก็คือแหล่งความรู้ที่เหมาะสำหรับเริ่่มต้นการเขียน iPhone app ก็หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อทุกท่านนะครับ

ขอจบเพียงเท่านี้ หมดเวลา…สวัสดี

Posted in iPhone Developmet | Tagged , , | 2 Comments

Welcome to my blog

หลังจากจดโดเมน (จากการยุยงของ @llun) มาได้สักพัก ในที่สุด ก็ได้ฤกษ์เปิด blog นี้ให้ใช้งานเสียที

หลักๆ blog นี้จะไว้จดทุกอย่าง ทั้งเรื่องเกี่ยวกับ dev. ที่ได้พบเจอมา เรื่องที่คิดไว้ในหัวที่อยากจะแชร์ (ระบาย หรือบ่น ก็ตามแต่)

ก็ไม่รู้ว่าจะเวิคมั้ย แต่ไม่ลองดูก็ไม่รู้นี่เนอะ :)

Posted in Life | 2 Comments